แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เริ่มการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เริ่มการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ขายอะไรดี ข้าวกล่องยามเช้า

ขายข้าวกล่องยามเช้าอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ


เป็นเรื่องยากที่คนยุคปัจจุบันจะตื่นทำกับข้าว ทำอาหารเช้าคงเป็นเรื่องที่ไกลความจริงสำหรับบางคน ด้วยความที่เป็นช่วงเวลาที่เร่งรีบ และความลำบากในการเดินทางคนจำนวนมากเลือกที่จะหาซื้ออาหารสำเร็จรูปประเภท ข้าวกล่องมารับประทานเพื่อประหยัดเวลา วันนี้ผมจึงขอนำเสนออาชีพนี้เลย

ขายข้าวกล่องยามเช้า


ข้าวกล่องตลาดเช้า fast food แบบไทยๆ
การขายข้าวกล่องในตอนเช้าเป็นอาชีพเสริมนั้น กำลังเป็นอาชีพที่หลายคนสนใจ เพราะใช้เวลาในการขายไม่นาน หากใครที่สามารถเปิดตลาดได้และได้ขายส่งในตลาดเช้าแล้วล่ะก้อ อนาคตอาจรวยไม่รู้ตัวที่ต้องกล่าวแบบนี้ เพราะหากใครเคยลองไปเดินตลาดเช้าแบบเช้ามืดตี 3 - ตี 4 จะรู้ทันทีว่าเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ให้กับทุกคนอย่างงาม เพราะพ่อค้าแม่ค้ารถเร่ทั่วไปจะมารับของไปขายและข้าวกล่องเป็นสินค้าที่ขายดีมากเช่นเดียวกัน โดยพ่อค้าแม่ค้ารถเร่จะนำข้าวกล่องเหล่านี้ไปขายให้กับบ้านต่าง ๆ ที่ไม่นิยมทำกับข้าวเช้ารับประทาน ทำทานตอนเช้าไม่ทัน หรือซื้อให้หนู ๆ นักเรียนทานตอนเช้า เห็นช่องทางหรือยังว่ารายได้มากมายจะมาจากทางไหน

ขายข้าวกล่องยามเช้า
เทคนิคการขายก็ไม่ได้ยากอะไร แต่เวียนเปลี่ยนเมนูไปเรื่อย ทำจำนวนมาก และบรรจะไว้เลย อาหารที่ทำก็เป็นอาหารที่ทำง่าย กินง่าย หรือนานๆ จะมีเมนูที่เป็นอะไรพิเศษอย่าง หมูแดง หมูกรอบ ข้าวมันไก่ โดยอาหารพวกนี้จะไม่ต้องวุ่นวายกันการเพิ่มกับข้าว หรือจะขายเองที่ตลาดและส่งให้กันรถขายส่งในหมู่บ้าน หรือที่หลายๆ ท่านรู้จักกันในนาม "รถพุ่มพวง" ก็มาจากเป็นพุ่ม เป็นพวงนะครับ อันนี้เราก็ได้ส่วนแบ่งน้อยแต่ได้ปริมาณที่มาก อาศัยปริมาณเอา


ข้อดีของการขายข้าวกล่องยามเช้า
เรียกได้ว่า เป็นอาหารที่ขายได้ทุกวันคนเราต้องการอาหารเช้า แม้นว่าบางท่านจะไม่กินก็ตาม การขายข้าวกล่องที่ต้องทำทุกวันเรายังได้พัฒนาฝีมืออยู่ตลอด และรักษาระดับความอร่อยเอาไว้ได้ รับประกันว่าออเดอร์จะยิ่งเพิ่มขึ้นทุกวันแน่นอน

ข้อเสียของการขายข้าวกล่องยามเช้า
อันนี้เป็นความเสี่ยงที่ทุกคนที่เริ่มทำจำเป็นต้องเสี่ยง คือการลงทุนในระยะแรก ฃหากขายไม่ดี ขายไม่ได้ คนไม่นิยมรับประทาน หรือเพราะรสชาติไม่ถูกปาก อาจขาดทุนได้อีกอย่างพ่อค้าแม่ค้าอย่าลืมว่า ตลาดเป็นศูนย์รวมของอาหารอร่อยจำนวนมาก หากข้าวกล่องของเราทานแล้วไม่อร่อยถูกปากคงยากที่จะตีตลาด

การค้าขายทุกอย่างมีความเสียง การทำการค้าย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียในระดับที่ไร่เรี่ยกัน แต่ความสำเร็จจำเป็นต้องลงทุนก่อนเสมอ ไม่มีใครที่ได้อะไรมาง่ายๆ โดยที่ไม่ทำอะไร ดังนั้นก่อนการทำธุรกิจหรือกิจการงานใด หากผู้ค้าขายยังไม่มั่นใจหรือมีทุนน้อยก็อาจศึกษาก่อน หรือขายเฉพาะในคนรู้จัก ปรับปรุงรสชาติให้อร่อยแล้วค่อยขยายตลาด

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เบอร์ 1 แห่งตลาดน้ำดำศึกของเป๊ปซี่ กับ เอส

วิเคราะทำไม เป๊ปซี่ กับ เอส อันไหนน่าจะรุ่ง

ในฐานะที่ Admin page ชอบ โค๊ก ดังนั้นขอรับรองว่าไม่มีส่วนได้เสีย หรือเชียร์ใครแน่นอน จากเดิมที่เสริมสุขผลิต เป๊ปซี่ โดยแบ่งกำไรกันและเกิดขัดแย้งทางธุรกิจ จนเป็นเหตุให้เกิดเครื่องดื่นหน้าใหม่ขึ้นในตลาดชื่อว่า เอส แต่เจ้าใหญ่อย่าง เป๊ปซี่ กับหายไปจากตลาด เพราะทางเสริมสุขไม่ผลิตสินค้าให้แต่ซื้อแฟรนไชส์ของเอสมาผลิตเอง แต่หลายคนเข้าใจว่า เสริมสุขได้สูตรของ เป๊ปซี่ และผลิตออกมาเอง แต่เรื่องจริงไม่ใช่
ต้นเหตุแห่งความขัดแย้งกันก็คงจะไม่พ้นเรื่องผลประโยชน์ แต่ก็ไม่ทราบรายละเอียดจึงไม่ขอกล่าวถึงละกัน
เบอร์ 1 แห่งตลาดน้ำดำศึกของเป๊ปซี่ กับ เอส
เบอร์ 1 แห่งตลาดน้ำดำศึกของเป๊ปซี่ กับ เอส
แล้วเป๊ปซี่กลับมาอยู่ในตลาดได้อย่างไร
ด้วยความที่ เป๊ปซี่ เป็นบริษัทที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าของตลาดน้ำดำ จึงไม่อยากที่จะกลับมาโตโดยขาของตนเอง และไม่ใช่เรื่องอยากสำหรับ เป๊ปซี่ โดยบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ทุ่มงบลงทุนกว่า 5 พันล้านบาท ในการจัดตั้งโรงงานใหม่และผลิตเองโดยหลังว่าจะกลับมาครองตลาดอีกครั้ง และก็เหมือนว่าจะเริ่มทำได้แล้ว
เสริมสุขได้อะไรจากการไม่ผลิตให้เป๊ปซี่
ได้ฐานลูกค้าเดิมครับ ได้ร้านค้าเดิมทั้งหมดที่เคยส่งให้แต่เรื่องของยอดขายไม่แน่ใจว่าอย่างไร แต่เห็นหลายคนก็ชอบ แต่บางคนบอกกลิ่นเหมือนกินน้ำมันมวย
แล้วเป๊ปซี่จะทวงคือตลาดได้ไหม
ตอนนี้เป๊ปซี่กลับมาอยู่ในสารบบตลาด แล้วและเดิมความนิยมจะกลับมาเหมือนเดิม เพราะสามยี่ห้อ เรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โค๊ก เป๊ปซี่ เอส แต่ละตัวไม่มีใครเหมือนกันเลย ทั้งเรื่องของรสชาติ ความซ่า และใช้บริการขนส่งของ DHL เรียกได้ว่าร่วมมือกับเจ้าแห่งการขนส่ง และตอนนี้ครองร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้เรียบร้อย
แต่ที่น่าเสียดายคือตู้แช่ที่เสียให้กับผู้ผลิตเดิม แต่ตอนนี้ เป๊ปซี่ ก็ออกตู้แช่ใหม่มาและผมทราบมาว่าประหยัดพลังงานกว่าเดิม และตัวนี่น่าจะเป็นการต่อลองทางการตลาดได้อีกอย่าง
ตอนนี้เรียกว่า เป๊ปซี่ ตีตื้นขึ้นมามากหลังจากที่ตกต่ำจากการโดนตีหัว ยิ่งได้รับความร่วมมือ จากขนมขบเคี้ยวเบอร์ 1 อย่างเลย์ อยู่ในพอร์ต นอก จากนั้น ยังมี ทวิสตี้, ตะวัน, ซันไบทส์, ชีโตส, โดริโตส และข้าวโอ๊ตเควกเกอร์ จึงไม่ยากเลยที่จะกลับมาครองตำแหน่ง แต่ผมก็ยังรัก โค๊ก เหมือนเดิมเพราะเรื่องของรสชาติมันแทนกันยากผมว่า

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การตลาดออนไลน์ กลุ่มกับเพจ ต่างกันยังไง

การตลาดออนไลน์ กลุ่มกับเพจ ต่างกันยังไง 

สังสัยกันไหมระหว่าง กลุ่มกับเพจต่างกันยังไง แล้วเราจะทำการตลาด ควรที่จะโพสแบบไหน แล้วข้อดีข้อเสียมันต่างกันยังไง วันนี้ผมเลยมาแจงให้ท่านๆ ได้ทราบกันว่ามันดีต่างกันอย่างไง แล้วเราจะทำสิ่งไหนก่อนถึงจะดี


ข้อดีของกลุ่มออนไลน์ 
- ทุกคนสามารถโพสได้ (แต่บางกลุ่มไม่เปิดให้สมาชิกโพส)
- โพสมองเห็นหลายคน (ตามจำนวนสมาชิก)
- โพสไม่โดนลบ (นอกจากท่านทำผิดกฏ)
- กระจายข่ายช้า โชว์ที่ฟีดเท่านั้น (หากสมาชิกไม่ได้ติดตามหรือเข้ากลุ่มบ่อยจะไม่แจ้งเตือน)

ข้อดีของเพจ
- เจ้าของเพจเท่านั้นที่โพสได้ หากสมาชิกโพสมจะมาแสดงที่ด้านซ้ายแค่ 3 โพส
- ดีสำหรับเจ้าของเพจ ลูกเพจเห็นทุกคน
- กระจายข่าวได้เร็ว โชว์บนทามไลน์

ทางที่ดี คือทำมันสองอย่าง โพสกลุ่มเพื่อดึงคนเข้าเพจ จะดีที่สุด อิอิ

สำรวจตัวเองก่อนเริ่มทำอะไร จากหนังสือ ชีวิตขีดแดง

สำรวจตัวเองก่อนเริ่มทำอะไร จากหนังสือ ชีวิตขีดแดง
เคยไหมกันที่คิดว่างานประจำที่ทำอยู่มันไม่ใช่งานที่เราอยากทำ แต่เราก็ยังไม่รู้ว่างานอะไรที่เหมาะกับเรา ผมไม่เคยคิดนะว่างานที่ทำอยู่เป็นงานที่ดี แต่ผมคิดว่าในเมื่อที่ทำงานเลือกเราให้มาทำงานก็เพราะว่าเห็นในความสามารถของเราแล้วเราจะทำให้คนที่ไว้ใจเราต้องผิดหวังหรอ มันคงจะไม่ดีแน่หากเป็นเช่นนั้น
นายจ้างเขาให้โอกาสอย่างน้อยเขาก็ต้องมองเห็นอะไรในตัวเราบ้างแหละ แต่หากคุณเองยังไม่รู้ว่าอะไรคืองานที่คุณรัก และอยากทำ คุณก็รักในงานที่ทำอยู่สิ แล้วคุณก็จะมีความสุขในการทำงาน งานให้เงินเงินก็ช่วยให้เราอยู่รอด มีกินมีใช้ แต่มีเก็บนี่คนละเรื่อง แต่ยังไงผมก็คงจะวนเข้าเรื่องมีเก็บอยู่ดี เพราะมันคือ จุดประสงค์หลักของ E-book เล่มนี้
สำรวจตัวเองก่อนเริ่มทำอะไร จากหนังสือ ชีวิตขีดแดง
สำรวจตัวเองก่อนเริ่มทำอะไร จากหนังสือ ชีวิตขีดแดง
มาเริ่มสำรวจตัวเองกันเลย
คุณเงินหมด จนเหลือเพียงตังค์เหรียญใช้เมื่อผ่านไปกี่วันหลังเงินเดือนออก กรณีเงินเดือนออกไม่พร้อมโอที นับจากเงินเดือนออก มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ไหม?
กินหรู อยู่สบาย จ่ายไม่อั้น ตามใจฉันตลอด
ต้นเดือนกินหรู กลางเดือนกินถูก ปลายเดือนไม่มีจะกิน
เงินเดือนหลักหมื่น มีเงินเก็บหลักร้อย
ถ้าเป็นอย่างที่ผมว่ามาข้างต้น ผลการวินิจฉัยด้านการเงินบอกออกมาว่าคุณใช้ “ชีวิตขีดแดง” แล้วละครับ
ชีวิตขีดแดงเป็นอย่างไร
ในที่นี้ผมเปรียบการใช้เงินกับเข็มวัดน้ำมันที่มันถึงขีดแดง เวลาคุณขับรถยนต์คุณเองก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ จะถึงปั้มหน้าไหมอีกนานไหมจะถึงปั้ม ยิ่งไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นชินนี่มันได้ลุ้นตลอดเวลา และในที่นี้การใช้เงินของเราก็เหมือนกัน ลุ้นตั้งแต่ต้นเดือน มันจะถึงเงินเดือนใหม่ออกไหม หรือว่ามันจะหมดก่อน จะทำอย่างไรให้มันอยู่รอด ทำอย่างไรถึงจะใช้เงินจนถึงวันที่ 31 โอ้เดือน ลงท้ายด้วยคมนี่ช่างยาวนาน บางเดือนไม่พอก็ยิบยืมคนนั้นคนนี้มาใช้ หากเป็นอย่างนี้ประจำผมว่ามันไม่สนุกนะ มันหาความสุขไม่ได้ หรือบางคนอาจบอกว่ามันคือสีสันของชีวิตแต่ผมว่าไม่นะ มันคือความท้อแท้ต่างหาก ทำงานดี แต่งตัวดี มีรถขับ แต่ไม่มีจะกิน สิ้นเดือนเดินมาทำงาน ไม่ไหว มันพาให้ท้อใจ เสียเปล่าๆ
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้เออมันก็จริง เห็นด้วย คิดเหมือนกัน จะทำหลายรอบแล้ว แต่เมื่อเงินเดือนออกทุกอย่างก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม กลายเป็นวงจรชีวิตของมนุษย์เงินเดือน มีกินอย่างดีต้นเดือน กลางเดือนกินถูก ปลายเดือนไม่มีจะกิน การจ่ายเงินเป็นไปอย่างกะเบียดกระเสียร ไม่เป็นอย่างใจต้องการ ไม่มีความสุข ทุกข์ เครียด กับจำนวนเงินที่เหลืออย่างน้อยนิด บางคนหนักกว่านั้น เพราะว่าเป็นคนมีเครดิต ก็สนุกสิครับ ยืมเงินอนาคตมาใช้ก่อน ได้ของมาเงินก็ไม่ต้องจ่าย สนุกกิน แต่พอมาเห็นบัญชีตอนสั้นเดือนก็บ่นว่าเงินหายไปไหน
สาเหตุหลักๆ ส่วนใหญ่เลยของคนที่เจอปัญหาอย่างที่ว่ามาคือ “บริหารจัดการด้านการเงินผิดพลาด” หรือ “ไม่มีการบริหารจัดการด้านการเงิน” เลยจ่ายในช่วงแรกๆ ที่มีรายได้เข้ามา อย่างไม่ทันได้คิดถึงความจำเป็นต่อการใช้ อาศัยเพียงความอยากแล้วก็จ่าย เรียกว่าจ่ายเพื่อความสบายใจ เท่าไรเท่ากันไม่ได้สนใจ ของเพียงสิ่งที่ได้มานั้นตรงตามความต้องการ ตรงคอนเซ็ปต์ จะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อเงินไม่เหลือในกระเป๋า
เก็บความทรงจำช่วงที่ลำบากไว้ให้ดีอย่าให้ “ความยิ่งใหญ่ของการจ่ายเงินกลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง” โดยลืมไปอย่างสนิทว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร การไม่มีเงินอยู่ในกระเป๋าลำบากแค่ไหน ยังคงกลับเข้าสูวงจรเดิม “กินหรู อยู่สบาย จ่ายไม่อั้น ตามใจฉันตลอด”
ในเมื่อเงินใช้ให้เหลือสิ้นเดือนยังลำบากแล้วเงินเก็บละ ?
แอร้ยยยยยยย! ถามอะไรตอนนี้คือช่วงเวลาของการทำมาหากิน หากนี่คือคำตอบของคุณละก็ ลบไฟล์ทิ้งได้เลยครับ คุณไม่พร้อมที่จะอ่านให้จบบทนี้ และ E-book เล่มนี้ไม่เหมาะกับคุณ
แต่หากเปิดใจและรับได้ว่ามันคือความจริงทำมานานจริงแต่นะ ก็มันเก็บไม่ได้นี่ให้ทำไง แสดงว่าคุณพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่อย่างว่าเงินจะกินให้พ้นเดือนยังยากแล้วเงินเก็บมันจะไปมีได้อย่างไร บางคนทำงานมา 4 ปีเงินเก็บหลักร้อย แต่บางคนทำมาเป็น 10 ปีไม่มีสักบาท มีเงินแค่ใช้เดือนชนเดือน บางเดือนหนักกว่านั้นต้องไปหยิบยืมคนอื่นมาใช้เพื่อที่จะให้รอดถึงเงินเดือนใหม่ หากเป็นอย่างที่ว่ามันคือ “ระบบการจัดการเงินของเรากำลังบกพรองอย่างแรง” หากไม่รีบแก้ไข อาจเป็นปัญหา เมื่อเจ็บป่วย ตกงาน รับรองลำบากแน่
รู้ไหมว่าคนที่ไม่เหลือเงินเก็บ เทียบคนที่เหลือเงินเก็บต่างกันตรงไหน ทั้งที่ทั้งสองกลุ่มก็หาเงิน ประกอบอาชีพเหมือนๆ กัน
– คนที่มีเงินเหลือเก็บ หารายได้มากกว่ารายจ่ายที่ใช้ไป
– คนไม่มีเงินเหลือเก็บ ใช้จ่ายมากกว่าเงินที่หามาได้
เราไม่จำเป็นต้องมีรายได้เป็นแสนเป็นล้านค่อยมีเงินเก็บ แค่มีใช้ไม่ขัดสน ไม่เกิดความทุกข์ในตอนที่ไม่มีรายได้ มีเงินเหลือเก็บออมในบัญชีเผื่อไว้เมื่อมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง แค่นี้คุณก็จะมีความสุข หลุดพ้นจากมนุษย์ประเภท “สิ้นเดือดเหมือนสิ้นใจ” แล้ว แถมยังมีเงินเก็บในบัญชีให้ยิ้มได้
แล้วจะทำอย่างไรให้พ้นจากสภาพสิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ
อันที่จริงไม่ใช้เรื่องยากแต่อย่างใด มันอยู่ที่คุณตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือเปล่า ถ้าพร้อมละก็ อ่านบทต่อไปได้ แต่ถ้าไม่พร้อมที่จะเปลี่ยน อนุญาตให้ลบ E-book นี้อีกครั้ง
แต่หากพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงบทหน้าผมจะพาเข้าสู่หลักของการเก็บออมอย่างง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนกลายเป็นคนที่มีเงินเก็บ และ มีความสุขแต่มันจะได้ผลหรือไม่นั้นผมไม่อาจการันตรีให้ได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง
และต้องหาสาเหตุให้ได้ว่า อะไรคือตัวการของเงินไม่พอใช้ ทำไมเราถึงไม่มีเงินเก็บ และเพื่อจะให้มีเงินเก็บเราควรทำอย่างไร
หาสาเหตุ วิธีแก้ไข แล้วเปลี่ยนแปลงตัวเองไปยังจุดที่ดีกว่า อ้อหลักง่ายๆ
มีรายได้ + วางแผนการใช้เงิน
ใช้หลักเงินเข้ามากกว่าออก
=
มีเงินเก็บ เพิ่มความมั่นคงให้ชีวิต

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

หากลุ่ม facebook สำหรับขายของ

วิธีการหากลุ่ม facebook สำหรับขายของ
หากลุ่ม facebook สำหรับขายของ สำหรับคนที่มีสินค้าแต่ไม่รู้ว่าจะขายยังไง หน้าร้านก็ไม่มี วันนี้เรามาสอนท่านแล้ว อ้อไม่ใช่เรื่องยากครับ ขอแต่มีคนรับเข้ากลุ่มเท่านั้นเอง


รวมกลุ่มขายของ Facebook อันดับต้นๆ โพสต์/โปรโมท/ประกาศ ฟรี 11 กลุ่มหลัก ขายของมาแรง คนเยอะมากๆ (ยอดคน 10000 up แล้วจร้า!!!) 
>>>กลุ่มย่อย สำหรับ พ่อค้า/แม่ค้า/บุคคลทั่วไป เชิญเข้ากลุ่มได้เลยครับ
**4กลุ่มย่อยนี้ผมได้แบ่งตามหมวดหลักๆไว้ให้แล้วนะครับ (พ่อค้า/แม่ค้า เข้ากลุ่มให้ถูกนะครับ)
ขอความกรุณาทุกท่านอย่าโพสต์ผิดประเภทของกลุ่ม ทำเพื่อส่วนรวมนะครับ!!!
https://www.facebook.com/groups/ShopFashion
https://www.facebook.com/groups/ForYouShop
https://www.facebook.com/groups/TaradzoneIT
https://www.facebook.com/groups/MotorShop

ถ้าไม่สะใจวันหน้าจะหามาให้เพิ่มนะครับ 

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

หลักการการทำธุรกิจเบื้องต้นออนไลน์

หลักการการทำธุรกิจเบื้องต้นออนไลน์

ทุกคนมีพื้นฐานอยู่แล้วว่าเราจะขาย สินค้าอะไรซักอย่างสิ่งแรกเลยที่ต้องมองคือ
แนวโน้มการของลูกค้า ใครจะมาเป็นฐานลูกค้าของเรา ไม่ใช่ว่ารอ มั่ว เหมือนหว่านแห อันนี้มันก็ไม่ใช่
เพราะหากไม่มีแนวโน้มของลูกค้า แล้วเราจะเอามาขายให้ใคร สินค้า ต้องเป็นสินค้า ที่จำหน่ายง่าย ขายคล่อง แล้วจากนั้นค่อยขยายตลาด



หากไม่รู้ว่าจะหาตลาดที่ไหนจะทำยังไง 
ทุกวันนี้นะครับ ตลาดไม่ใช่เรื่องยากนะผมว่า ขอเพียงคุณพึ่งเทคโนโลยี่สักนิดเท่านี้ลูกค้าก็พร้อมที่จะเข้าหาคุณแล้ว ทุกวันนี้หน้าร้านไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่สิ่งจำเป็นคือ สินค้า และแน้วโน้มของลูกค้ามากกว่า

การหากลุ่มลูกค้าในตลาดออนไลน์ 
คุณคงจะรู้จัก บล๊อค เฟสบุ๊ค กูเกิ้ลพลัส ทุกวันนี้เขาใช้เส้นทางพวกนี้ในการขายของ หรือ บางคนใช้ทวิต ไอจี อันนี้หากเรามีเพื่อติดตามเยอะก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน

ก็คงจะพอวิเคราะห์กันได้แล้วว่าเราจะหา ตลาดได้ยังไง และสินค้าเรา เหมาะกันใคร ราคาไม่สูงเกินที่คนจะซื้อ หรือว่า เป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม อันนี้ราคาก็คงต้องสูกเป็นธรรมดา คงได้ไอเดรย ได้แนวคิดกันไปมั่ง โพสนี้ก็คงจะขอจบไปเพียงเท่านี้

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ความฝันคนเราไม่เหมือนกัน คุณเริ่มแล้วหรือยัง

ความฝันคนเราไม่เท่ากัน ความฝันคนเราไม่เหมือนกัน คุณเริ่มแล้วหรือยัง

ผมเคยคุยกับคนหลากหลากหลายอาชีพ บางคนมีอาชีพที่มั่นคง บางคนอยากเป็นเจ้าของกิจการ บางคนก็เป็นข้าวราชการระดับล่าง ระดับสูง แต่สิ่งที่ทุกคนอยากได้เหมือนกันคือชีวิตที่ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร เป็นนายตัวเอง มีอิสระภาพทางการเงิน บางคนก็ทำได้ บางคนก็เป็นแค่ความฝัน
ผมว่าทุกคนสามารถที่จะทำให้มันเป็นไปได้ แต่ฝันนั้นต้องมีส่วนเป็นไปได้ด้วย อย่าได้ฝันจนเกินความจริง ไม่ใช่ว่ามีเงินเดือน 15000 อยากได้รถราคา 10 ล้านมันก็คงยาก แต่มันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มันมีโอกาศเป็นไปได้อยู่แล้ว ถ้าเราเป็นคนที่ไมท้อ และไม่ยอมแพ้
ความฝันคนเราไม่เหมือนกัน คุณเริ่มแล้วหรือยัง
ความฝันคนเราไม่เหมือนกัน คุณเริ่มแล้วหรือยัง

ผมเจอคนที่เขาฝันและเรียกว่าตอนนี้เขาทำได้แล้ว และอีกประเภทหนึ่งคือฝัน แต่ฝันเรียกได้ว่าฝันแบบลมๆ ไปวันๆ
มาดูกัน ว่าแต่ละคนมีแนวคิดอย่างไร
คนแรกเลย เป็นช่างตัดผม
ผมตัดด้วยจนน่าจะเรียกได้ว่าเป็นช่างประจำไปแล้วก็ได้ เมื่อไปตัดแกก็จะเล้าแนวคิดทางธุระกิจของแกให้ฝัง และสองปีที่ผ่านมาแกก็เริ่มลงมือทำ “ธุระกิจบ้านเช่า” แต่บ้างแกอยู่ชาญเมืองมาก ตอนเริ่มททำ 10 ห้องแรกมัคนถามว่าสร้างไว้อยู่เองหรอ คนละห้องสี่คนพ่อแม่ลูก ที่เหลือไว้เก็บของ ตอนนั้นสังเกตุได้เลยว่าแกเครียด แต่เมื่อสร้างเสร็จ ใครจะคิดละว่า โรงงานที่อยู่อีกอำเภอจะมีสวัสดิการวิ่งผ่าน และก็มีพวกที่หนีความวุ่นวายยอมจ่ายเงิน เดือนละ 2.000 บาท เพื่อหลบมาหาที่สงบ และเป็นส่วนตัว บรรยากาศบ้านนอก และก็เพื่อนๆ มาอีก จนตอนนี้เต็มทุกห้อง และแกก็มีรายได้เป็นเงินเดือนตามที่แกเคยฝันไว้ เดือนละ 20,000 และแกก็ยังเป็นช่างตัดผมที่ขี้โม้ที่สุดเหมือนเดิม
คนที่ 2 เป็นราชการระดับสูง
คนนี้เป็นราชการระดับชำนาญงาน คนนี้ไม่ได้หาเงินเองมาตั้งแต่ต้นเหมือนช่างตัดผม แต่เขาใช้วิธีกู้เต็มที่ คือ 60 เท่าของเงินเดือน แต่ข้อดีของราชการคือ จะมีสหกรณ์ที่เป็นที่ให้กู้แต่ไม่ได้ส่งเข้าสำนักเคดิตในช่วงนั้น แกเลยกู้ได้สองทางคือ สหกรณ์ และธนาคาร ที่ละ 60 เท่าของเงินเดือนแต่แก เอาไปลงทุนทำหอพัก ให้นักศึกษาเช่า เดือนละ 4000 บาท จำนวน 15 ห้อง เหลือไว้เอง 1 ห้อง แก็มีเงินที่จะคืนให้กันทั้งสองสถาบันที่ให้กู้ 60000 บาทคือรายได้ต่อเดือนที่แกได้รับ เรียกว่าดีกว่ารายได้ประจำอีก
คนที่ 3 เป็นคนขับรถในโรงพยาบาล และมีความารู้เรื่องเครื่องยนต์
แกบ่นเงินเดือนไม่พอกิน แต่ด้วยความที่แกเก่งดูรถเป็น ใครจะซื้อรถมือสองนะ มาถามแกนี่ไม่พลาด จนไปดูกตาเจ้าของเต้นท์ ให้เงินเดือนมากกว่าที่ทำงานเดิมแล้วแกก็หายไป เมื่อกลับมาก็เป็นเจ้าของวินรถตู้ มีรถในครอบครอง 3 คัน แต่ตอนนี้ผมไม่ได้เจอแกมา 4 ปีแล้วไม่รู้ว่าเป็นไงมั่ง
คนสุดท้ายนี่เป็นข้าราชการอาวุโส คนนี้กู้ทุกอย่าง และกู้เต็มวงเงินเหมือนกับคนที่สอง แต่ไม่รู้ว่าแกใช้เงินอย่างไร ตอนนี้เอารถเข้ารีไฟแนท์ รอบ 2 และขายที่ไปแล้ว 12 ไร่ ทั้งที่เป็นที่ที่ซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเริ่มทำงาน
ทั้งสี่คนที่ผมเห็นเหมือนกันคือกินเหล้า กินเบียร์ คนที่ 2,3 ไม่สูบบุรี่ เท่านั้นเอง แต่ชีวิตมุมอื่นผมไม่ได้สัมผัส แต่สิ่งที่ผมจะบอกคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เป็นลูกจ้าง ราชการ ประกอบอาชีพอะไร ก็สามารถที่จะทำตามฝันได้หากฝันนั้นไม่เกินจริง สุดท้ายอยากฝากไว้าว่า “คุณพยายามอย่างเตมที่แล้วหรือยัง ก่อนที่จะบอกว่าทำไม่ได้”

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

อาชีพลูกจ้างกับอาชีพเจ้าของกิจการข้อดีข้อเสียที่ต่างกัน

อาชีพลูกจ้างกับอาชีพเจ้าของกิจการข้อดีข้อเสียที่ต่างกัน

หากคุณคิดว่าการเป็นลูกจ้างมันช่างแสนต่ำต้อย น่าน้อยใจ ไม่น่าภูมิใจในอาชีพ คุณจะเป็นเจ้าของกิจการที่ดีได้อย่างไร เพราะหากผันตัวไปเป็นเจ้าของกิจการทั้งที่ตอนเป็นลูกจ้างยังครึ่งๆ กลางๆ คุณไม่มีทางประสพความสำเร็จแน่นอน 



อาชีพลูกจ้อางกับเจ้าของกิจการมีความต่างกันอย่างมาก ทั้งเรื่องของทุน ความสามารถ ประสบการณ์ แม้นว่าลูกจ้างจะทำงานให้กับนายจ้างเพื่อแลกกับค่าจ้าง แต่ก็เป็นอาชีพที่มีเกียตร์เพราะนายจ้างต้องพอใจถึงจะจ้างต่อ แม้นว่าจะเป็นธุรกิจของผู้อื่นแต่หากคุณทำไม่เต็มที่ กิจการขาดทุนใครจะมีตังค์จ้างคุณละ หากคุณฝันที่จะมีกิจการร์คุณต้องเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา เพราะหากปัญหานั้นเกิดกับกิจการของคุณคุณจะได้นำมันมาแก้ปัญหาได้ หากเปรียบเทียบอาชีพลูกจ้างกับอาชีพเจ้าของกิจการข้อดีข้อเสียที่ต่างกัน

ข้อดีของการเป็นลูกจ้าง 
- เป็นอาชีพที่มั่นคง
- รายได้สามารถสะสมเป็นเงินหรือสินทรัพย์ได้
- มีเวลา ตื่นเช้าไปทำงานเย็นกลับบ้าน
- มีวันหยุดเทศกาลต่างๆ 

ข้อเสียของการเป็นลูกจ้าง 
- ทุกอย่างที่เราทำมา เราได้แค่เพียงความภูมิใจ 
- แม้นจะทุมเทแรงกายขนาดไหนหากนายจ้างไม่พอใจก็เสียเปล่า
- ต้องทำตัวให้ผู้บังคับบัญชาพอใจ

ข้อดีของการเป็นเจ้าของกิจการ
- เป็นความภูมิใจว่ามันคือกิจการของเราแม้นจะเป็นธุรกิจเล็กๆ
- ได้พึ่งความสามารถในการบริหารของตัวเองเป็นการพิสูจน์ความสามารถ
- มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
- ส่งต่อกิจการนั้นได้

ข้อเสียของการเป็นเจ้าของกิจการ
- ลำบากทำงานหนัก อย่างน้อยก็ต้องกรับผิดชอบมากกว่าลูกน้อง
- ต้องมีเงินทุนสำรอง
- แม้นจะไม่มีคนคอยสั่ง แต่ลูกค้าคือนายของคุณ
- ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้กิจการนั้นอยู่รอด

เมื่อท่านได้เห็นข้อได้เปรียบเสีย เปรียบในการเป็นเจ้าของธุรกิจหรือการเป็นลูกจ้างแล้ว ท่านคงพอนึกภาพออกบ้างแล้ว และได้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของการเป็นเจ้าของธุรกิจและการเป็นลูกจ้าง แล้วความฝันของท่านละจะเดินต่อไหม สู้กันความลำบากนั้นหรือไม่

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

ลงทุนอย่างไรให้เพิ่มเงินได้แบบเยอะๆ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมเห็นจั่วหัวเว็บน่าอ่านมากมายว่า "เงิน 500 ทำยังไงให้เป็นเงิน 20000 ภายใน 3 เดือน" แต่จากโจทย์ที่ให้ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากหากจะนำเงิน 500 นั้นไปลงทุนจริงจริง ไม่ว่าจะยังไงมันก็ยังยากแถมเจ้าของกระทู้ก็ยังไม่ได้มาเฉลยว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ก็ต้องขอบคุณกระทู้นี้ด้วย http://pantip.com/topic/33070765
แต่ก็มีหลายคนออกมาบอกว่า เออหากจะให้ได้จริงๆ มันก็มีหลายทาง อย่างหาของมาขาย เสี่ยงโชค แต่สำหรับผมนะการเสี่ยงโชคเป็นอะไรที่ได้กลับคืนมายากมากกกกกก เพราะประตูที่จะชนะมันน้อย แต่ก็ได้ไอเดียดีดี กับคำตอบที่สามารถทำให้มันเป็นจริงได้ ลองอ่านให้จบแล้วท่านจะได้ไอเดียดีดี


- ขายหมูปิ้ง จำนวน 70 ไม้ทุกวันก็ได้แล้ว ได้มากกว่า 20000 ด้วย และมีโอกาสได้มากถึง 50000 หากขยันภายใน 90 วันแต่นั่นหมายถึงคุณต้องขายหมดทุกวันนะครับ ถึงจะได้เงินขนาดนั้น แต่หากคิดตามหลักความจริง ถ้าเขามีอาชีพหลักอยู่แล้วละ มันก็ยากที่จะทำอย่างนั้นเพราะข้อจำกัดเรื่องเวลา ในการเข้างาน การพักผ่อน และความเมื่อยล้าจากการทำงาน 
แต่หาก เขาไม่มีอาชีพรายได้ที่ได้มาก็ต้องนำไปหักค่าแรงนะครับ ไม่งั้นมันก็ไม่คุ้ม จากกระทู้บอกว่า 
เงิน 500 บาท   
ซื้อหมูได้ 2 กิโล 280 สามรถทำได้ 140 ไม้ ขายคิดเป็นเงิน 700-280 บาท = กำไร 420 บาท/วัน
ค่าเครื่องปรุง ถุง ไม้เสียบ 70 บาท ค่าถ่านไม้ 30
ค่าข้าวเหนียว กิโลละ 30 บาท 4 โล = 120 บาท ได้ 56 ถุง ขายถุงละ 5 บาท ได้เงิน 280 -120 = กำไร 160 บาท/วัน
ระยะเวลา 90 วัน คุณจะขายได้  max = (420+160) x 90 วัน = 52,200 บาท 
+- ค่า ERR ผันแปร  ที่ 10 %
แต่กรณีนี้ยังไม่หักค่าแรงหากคิดจริงๆ ค่าแรงขั้นต่ำ 300 x 90 = 27000 บาท ก็ยังได้ตามโจทย์ 
สรุปว่าท่านจะหาทำเลที่จะทำให้ขายหมดได้ทุกวันหรือไม่ เพราะในราคานี้ไม่คิดค่าเช่าที่ 

- ขายสินค้าออนไลน์ โดยนำเงินซื้อสินค้า และต่อทุนโดยการนำกำไรไปลงทุน แต่ใครจะรู้ละครับว่าการขายของบนอินเตอร์เน็ตที่เป็นแฟนเพจมันยากมาก หากคุณไม่มีฐานลูกอยู่แล้ว หรือเพจที่พร้อมจะทำหน้าที่ขายอยู่แล้ว เพราะเงินเพียง 500 มันลงโฆษณายังไม่ได้เลย แล้วจะเหลือเงินไปซื้อสินค้ามาขายไหม แต่หากจะซื้อเป็นกิ๊ฟช๊อปมาขายในที่ทำงาน มันก็พอได้นะ แต่อย่าให้ใครรู้ราคารับมา และการตั้งราคา ต้องมากกว่า 50% เพราะหากรับมา 10 ชิ้น ยังไงมันก็ต้องเหลือ 2-3 ชิ้น และ 2-3 ชิ้นนี้แหละเป็นปัญหาเพราะจะดึงเอากำไรไปจนหมด หากคิดราคาเหมือนกับการขายอาหารหรือของกิน

- หาจับงานเฉพาะ อย่างแปลงาน งานซ่อม ตุ๊กตา พระเครื่อง ของสะสมต่างๆ หากเป็นของพวกนี้มันจะได้ราคางาม ฟังเหมือนง่ายแต่มันยากนะครับการที่จะจับถูกชิ้นสำหรับคนไม่คุ้นตลาด เพราะของสะสมพวกนี้ต้องใช้ทั้งความจำ สังเกต ประสบการณ์ กว่าจะกลายมาเป็นความรู้ที่สั่งสมโดยไม่ต้องมองตำรา 

แล้วคุณละ อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้คุณได้อะไรดีดีแล้วหรือยัง เงินห้าร้อยมันไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้มันงอกเงย แต่อยู่ที่ตลาด ความถนัด และทำเล หรือหัวคิดทางการค้า 
แต่ผมว่าผู้ใหญ่ที่ให้โจทย์มาก็เพียงจะสอนว่า ให้ลองลงมือทำ เพราะเงินห้าร้อย หมดก็ไม่ได้เสียดายแต่หากกล้าที่จะลงทุนด้วยเงินเพียงห้าร้อย สิ่งที่จะได้รับมันคือความคิด ประสบการณ์ที่หากซื้อไม่ได้ด้วยเงิน 500 บาท  แต่เป็นประสบการณ์ที่คุณจะไม่มีวันลืม ไม่ว่าจะผ่าไปอีกกี่ปีกี่เดือน

Power by Yoyo เว็บในเครือน้องตะวัน

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558

เงินทุนไม่ใช่ปัจจัยหลักของการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ

หลายคนมองหาโอกาสทางการลงทุน ฝันอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือมีร้านอะไรซักอย่างเป็นของตัวเอง แต่สิ่งที่ขาดสิ่งแรกที่โพล่ขึ้นมาในหัวคือเงินทุน แต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไหม

ผมเห็นหลายธุรกิจที่เกิดขึ้น อยู่ได้สักพักแล้วก็หายไป แม้ว่าธุรกิจหรือสิ่งที่ทำไม่ใช่สิ่งใหม่ เป็นธุรกิจ หรือการค้าที่มีคนทำไว้แล้ว เราแค่ลอกการบ้านแล้วบริหารมันให้ดีกว่า มองดูเหมือนง่าย จริงๆ เงินทุนมันไม่ใช่สิ่งแรกที่ขาด หากคุณมีงานประจำแล้วอยากมีร้านหรือธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเองคุณควรมอง ปัจจัยต่อไปนี้เพื่อปิดทางของความล้มเหลว แล้วกคุณจะคงอยู่กับธุรกิจของคุณต่อไปได้




- ประสบการณ์ อันนี้สำคัญมากสำหรับการดำเนินธุรกิจหรือการมีร้านเป็นของตัวเอง ประสบการณการทำงานบางครั้งก็ได้มาจากการเป็นเจ้าของกิจการเอง บางคนได้มาจากการมีหน้าที่มากจึงมีประสบการณ์ส่วนนี้ บางท่านบางคนได้จากการดู ประสบการณ์มันสอนกันได้

- การวิเคราะห์ตลาด บางคนเอาแค่ว่าฉันอยากขายอันนี้ แล้วฉันก็จะขาย ไม่สนใจวาสตลาดเป็นไงคนสนใจมากน้อยขนาดไหน จะมีใครซื้อหรือเปล่า อย่างมีคนเอาเป็นว่าเพื่อนผม ชอบผ้าพันคน ทำเป็น ก็อยากทำขาย แต่เมื่อทำไปขายแล้วสู้ที่วางขายตามตลาดไม่ได้ เพราะราคารวมค่าแรงมากกว่า ทำให้ต้องขายราคาแพง แถมไม่มีลายให้เลือกมากนัก จึงขายยาก
ใครไม่รู้กล่าวไว้ว่า "สิ่งที่เราชอบให้ทำเป็นงานอดิเรก สิ่งที่ทุกคนชอบให้ทำเป็นธุรกิจ แล้วธุรกิจของท่านจะรุ่งเอง 

- ทำเล การทำอะไรก็ตามต้องดูทำเล ขนาดรถขายน้ำยังไปจอดหน้าโรงเรียนรอเด็กเลิก เพราะอะไร เขาเข้าใจว่าคนมากก็จะขายได้มาก และอีกอย่างเด็กสมัยนี้ในโรงเรียนห้ามขายน้ำอัดลม นักเรียนก็ชอบ เลิกมาก็คนละป๋อง คนละขวด สบายพ่อค้าเลย แต่หากร้านย้ายไม่ได้เราก็ต้องดูว่าจุดนั้นคนสัญจรผ่านมากแค่ไหน กี่คน กลุ่มลูกค้าเราเป็นใครมั่ง  

เห็นไหมว่ามันมีปัจจัยที่สำคัญกว่าเงินลงทุนอีกมากมาย แต่ผมเชื่อนะว่าหากเงินลงทุนเป็นของคุณเอง ยิ่งเงินนั้นเป็นเงินเก็บนะมันจะ

ช่วยให้คุณมีแรงใจในการบริหารธุกิจให้รุ่งมากกว่าคนอื่น ที่ผมจั๋วหัวข้อแบบนั้นเพราะว่า ธุรกิจหากจะทำจริงๆ มีหลายธนาคารที่จะช่วยคุณได้ในเรื่องของแหล่งเงินทุนหากใจรักก็หาประสบการณ์ไว้ซักวันมันต้องเป็นวันของคุณ

Power by I9 เว็บในเครือน้องตะวัน